ปลาน็อคน้ำ

ปลาน็อคน้ำ

ปลาน็อคน้ำ ที่ผ่านมาเราได้คุยถึงหลากหลายเรื่องราวเกี่ยวกับปลาสวยงามไปหลายเรื่อง ทั้งเรื่องของการเตรียมบ่อ โรคที่เกิดกับปลาสวยงามของเรา และอีกหลาย ๆ เรื่อง และสำหรับวันนี้ผู้เขียนจะพาทุกท่าน ๆ มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องปลาน็อคน้ำกันบ้างค่ะ สำหรับการปล่อยปลาลงตู้หรือบ่อเลี้ยงใหม่นั้น จะว่าไม่ใช่เรื่องยากก็อาจจะว่าได้ แต่ก็มีผู้เลี้ยงปลาหลายต่อหลายท่าน ไม่ว่าจะประสบการณ์มาก หรือ น้อย มือใหม่ หรือคนที่ถูกเรียกว่าเซียนปลา ก็อาจผิดพลาดกับเรื่องง่าย ๆ นี้ จนต้องสูญเสียปลามาแล้ว สาเหตุหลักที่ทำให้ทุกท่านต้องสูญเสียปลา ในการปล่อยปลาลงในตู้หรือบ่อเลี้ยงนั้น ก็คือ อาการที่เรียกว่า ปลาน็อคน้ำ ค่ะ

อาการปลาน็อคน้ำ

ปลาน็อคน้ำ หรือ ปลาช็อคน้ำ นั่นก็คือ อาการช็อคของปลา ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหัน ของสภาพแวดล้อมนั่งเอง ในกรณีของปลา สภาพแวดล้อมที่ว่าก็คือ น้ำนั่นเองค่ะ น้ำเก่าที่ปลาเคยอยู่ (ส่วนใหญ่จะหมายถึงน้ำในถุงที่ใส่ปลามา) กับน้ำใหม่ที่ปลาถูกปล่อยลง จนสามารถทำให้เกิดอาการ หลัก ๆ ได้แก่ อุณหภูมิ และค่าความเป็นกรด-ด่าง ของน้ำ หรือค่า ph ส่วนที่ว่าความแตกต่างของน้ำมากขนาดไหนที่จะทำให้เกิดอาการ”ปลาน็อคน้ำ” หรือน้ำมากน้อยขนาดไหน ที่จะทำให้ปลาปลอดภัย คงยากที่กำหนดออกมาเป็นตัวเลขได้ชัดเจนค่ะ เพราะมีหลากหลายตัวแปลที่ทำให้ปลาแต่ละตัวมีความทนต่อสภาพความเปลี่ยนแปลงของน้ำ ของปลาแต่ละตัวค่ะ ในการปล่อยปลานั้น เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาระหว่างน้ำเก่า และน้ำใหม่ จึงต้องทำให้เกิดความแตกต่าง หรือ ต่างกันให้น้อยที่สุด หรือ ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงจนตัวปลาเองสามารถปรับสภาพและทำความเคยชินกับสภาพน้ำใหม่ได้ในที่สุด

ปลาน็อคน้ำ วิธีปรับสภาพน้ำ และปล่อยปลา

  • อันดับแรก สำหรับก่อนที่จะทำการปรับสภาพน้ำ หรือ ปล่อยปลาลงตู้หรือบ่อใหม่ น้ำใหม่ เราเองต้องแน่ใจก่อนนะคะ ว่าน้ำใหม่ที่เราจะปล่อยปลาลงไปนั้น มีคุณภาพดีพอที่จะใช้เลี้ยงปลาได้นะคะ
  • ตรวจสอบเปรียบเทียบ อุณหภูมิ และค่า PH ของน้ำเก่า และน้ำใหม่
  • ลอยถุงปลาไว้ในตู้ปลา ทิ้งไว้ 15-60 นาที ขึ้นกับความแตกต่างของอุณหภูมิ และปริมาณน้ำในถุง เพื่อปรับอุณหภูมิน้ำภายในถุงกับตู้ให้เท่ากัน ปลาจะได้เกิดอาการช็อคเมื่อเจออุณหภูมิที่แตกต่างกันมาก (อุณหภูมิต่างกันมาก ต้องใช้เวลาปรับอุณหภูมินานมากกว่า และน้ำมีปริมาณมากก็ใช้เวลาปรับอุณหภูมินานกว่าเช่นกัน)
  • เปิดปากถุงออกค่อย ๆ ตักน้ำใส่ถุงปลทีละประมาณ 1 แก้วกาแฟ โดยเว้นระยะห่างแต่ะละครั้งประมาณ 10-30 นาที เพื่อปรับค่า PH ของน้ำภายในถุงกับตู้ให้เท่ากัน ใส่เข้าไปจนเต็มถุง ขึ้นกับความแตกต่างของ PH และปริมาณน้ำในถุง (PH ต่างกันมาก ต้องใช้เวลาปรับ PH นานกว่า และน้ำมีปริมาณมาก ก็ใช้เวลา PH นานกว่าเช่นกัน) ขั้นตอนนี้ถ้าต้องปล่อยปลาไว้ในถุงนานมาก ควรหย่อนหัวทรายปล่อยออกซิเจนเบา ๆ ลงไปช่วยปลาด้วย
  • ค่อย ๆ ปล่อยปลาลง โดยปกติสำหรับการปล่อยปลา จะไม่นิยมเทน้ำในถุงลงไปในตู้หรือบ่อเลี้ยงด้วย เพราะไม่รู้ว่าน้ำที่ร้านค้าใส่ปลามานั้นมีเชื้อโรคหรือไม่ ไม่แนะนำให้ใช้วิธีตักปลาออกมาจากถุง ไม่ว่าจะใช้อุปกรณ์แบบไหนก็ตามปล่อยให้ปลาว่ายออกมาเองจะทำให้ปลาปลอดภัยที่สุดค่ะ
  • หลังจากปล่อยปลาแล้ว การได้ออกซิเจนที่เพียงพอ จะช่วยให้ปลาลดอาการเครียดจากการขนย้ายได้เร็วขึ้น เมื่อปล่อยปลาเสร็จ อย่าลืมสังเกตอาการของปลา 15-30 นาที เพื่อดูว่าปลาไม่มีอาการผิดปกติ

อาการปลาไม่ยอมกินอาหาร

ปลาไม่กินอาหาร

ในช่วงวันแรก ๆ ปลาส่วนมาก จะยีงไม่ค่อยยอมกินอาหาร แต่ถุงแม้ว่าปลาจะมีท่าทางอยากอาหาร ว่ายมาขออาหาร อย่างไร ช่วง 2-3 วันแรก ก็ไม่แนะนำให้ผู้เลี้ยงให้อาหารปลาอยู่ดีค่ะ การเริ่มกินอาหารของปลาเป็นเรื่องที่ไม่มีความแน่นอนค่ะ ยิ่งปลาขนาดใหญ่บางตัว อาจจะไม่ยอมกินอาหารเป็นเดือน ๆ โดยไม่มีอาการเจ็บป่วยใด ๆ ผู้เลี้ยงปลา จึงไม่ต้องกังวลมากกับปัญหาการไม่ยอมกินอาหาร หลังจากปล่อยปลาลงตู้ค่ะ การรักษาคุณภาพน้ำให้ดีอยู่เสมอ จัดหาอาหารที่ปลาเคยกิน หรือ ชอบกิน (ควรสอบถามร้านขายปลาด้วยว่าปลาเคยกินเหยื่ออะไร และควรจัดเตรียมเหยื่อให้เหมือนเดิม) บ่อยครั้งที่เราจะพบว่า ปลาเล็ก จะยอมกินอาหารตั้งแต่วันแรก ที่ปล่อยปลาลงตู้ ซึ่งกรณีนี้ มีบางท่าน ให้ข้อมูลมาว่า ไม่แนะนำค่ะ เพราะอาจเป็นผลเสียกับระบบย่อยอาหารของปลามากกว่า เพราะสภาพของปลา ที่ผ่านการขนย้ายมา อาจจะยังไม่ค่อยสมบูรณ์ ซึ่ง้าฝือกินอาหารมากเกินไป (ปลาจะกินเพราะหิวจัด) อาจจะทำให้ระบบย่อยอาหารของปลามีปัญหาภายหลังได้ ฉะนั้น เราจึงควรเริ่มให้อาหารปลาในวันที่ 3-4 หลังจากปล่อยปลาค่ะ

อาการปลานิ่ง

อาการปลานิ่ง

อาการนี้ ต้องให้เวลากับปลาของเราซักหน่อยค่ะ ช่วงนี้นอกจากรักษาคุณภาพน้ำแล้ว อย่าไปรบกวน เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในตู้ปลาให้มากนะคะ เมื่อปลาปรับตัวได้ ก็จะว่ายน้ำเป็นแกติเองค่ะ สำหรับปลาที่มีอาการเช่นนี้ การให้อาหารไม่ควรให้จนปลาอิ่ม เพราะยิ่งปลาอิ่มมากจะยิ่งนิ่งมากขึ้น ควรให้ซัก 50% อาการนี้ถ้าไม่มีอาการอะไรแทรกซ้อน และปลากินอาหารได้ปกติ ก็ไม่หน้าห่วงเท่าไหร่ค่ะ

อาการ ปลากระโดด

การได้รับความเสียหายหลังการกระโดด
  • ปลาจะว่ายน้ำพุ่งไปมา อาการนี้น่าห่วงที่สุด โดยเฉพาะถ้าถึงขั้นกระโดดแล้ว ยิ่งอันตรายไปใหญ่ การที่ปลากระโดดขึ้นจากตู้ปลาแต่ละครั่ง จึงมักจะตามมาด้วยความเสียหายของตัวปลาเอง ไม่ว่า จะกระโดดชนคานตู้ ชนฝาตู้ กระโดดเข้าช่องกรอง หรือ กระโดดออกจากบ่อเลี้ยง ก็แล้วแต่ ฉะนั้น ถ้าผู้เลี้ยงปลาท่านใดต้องมาเจอกับปลาที่มีอาการดังกล่าวนี้ คงต้องเพิ่มความระวัง และเอาใจใส่เป็นพิเศษหน่อยนะคะ สำหรับปลาลักษณะนี้ มีผู้เลี้ยงบางท่าน ใช้วิธีการลดน้ำ เพื่อลดความเสียหายจากการกระโดดของปลา ดูแลคุณภาพน้ำให้ดีอยู่เสมอ เติมเกลืองลงไปซัก 0.1 เปอร์เซ็น เพื่อให้ปลาสบายตัว และลดความเครียดลง ในช่วงนี้อาจจะต้องควบคุมปริมาณอาหารให้น้อยหน่อย หรือ 3-4 วันให้อาหารก็ได้ค่ะ ให้ปลาคงสภาพหิวเอาไว้ ปลาที่หิวจะใีความกล้า และอยากรู้อยากเห็น อยากอาหาร มากกว่า ทำให้ปลาปรับสภาพได้เร็วขึ้น
  • วิธีการที่ว่ามาทั้งหมดนี้ บางท่านอาจจะใช้ไม่ได้ผล ปลาปรับตัวไม่ได้ หรือต้องใช้เวลานานในการปรับตัวมาก ๆ ซึ่งกรณีนี้ เราควรจะดูสภาพแวดล้อมของบ่อที่เลี้ยง หรือตู้ปลา เข้ามาเสริมด้วยนะคะ ดังนั้น ผู้เลี้ยงปลาต้องหมั่นคอยสังเกตอาการต่าง ๆ ของปลา และสภาพแวดล้อม อยู่เสมอ ๆ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และจะได้แก้ไขได้ถูกจุดด้วยค่ะ

Login