หัวออกซิเจน

หัวออกซิเจนบ่อปลา

หัวออกซิเจน หรือ หัวจ่ายอากาศ ทำไมจึงสำคัญกับบ่อปลา?

หัวออกซิเจน หรือ หัวจ่ายอากาศ เป็นอุปกรณ์เติมอากาศประเภทหนึ่ง ที่ใช้สำหรับเพิ่มออกซิเจนให้แก่น้ำ ไม่ต่างจากอุปกรณ์เติมอากาศประเภทอื่น ๆ การเติมอากาศให้ได้ฟองอากาศที่ละเอียดขึ้น เพื่อเพิ่มออกซิเจนให้มากขึ้น หัวจ่ายอากาศ จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ของเครื่องเติมอากาศที่ผู้ใช้จะเลือกใช้งาน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่

  • หัวจ่ายอากาศ แบบลักษณะเป็นจานกลม (Disc Diffuser)
  • หัวจ่ายอากาศ แบบลักษณะเป็นแบบแท่ง (Tube Diffuser)
หัวออกซิเจนตู้ปลา
หัวออกซิเจนแบบกลม

หัวจ่ายอากาศ แบบลักษณะเป็นจานกลม (Disc Diffuser) อาจจะมีข้อเสียเล็กน้อยเรื่องของการทำความสะอาด และอายุการใช้งาน หัวจ่ายอาศ แบบลักษณะแบบจาน ยังเป็นที่นิยมใช้งานในการบำบัดน้ำเสีย และใช้สำหรับการเติมอากาศให้กับบ่อปลาคราฟ บ่อเลี้ยงปลาทางการเกษตร เนื่องจากมีราคาที่ไม่แพง อีกทั้งยังใช้หัวจ่ายอากาศแบบจาน (Disc Diffuser) เติมออกซิเจนในบ่อปลา จะทำให้เกิดสมดุลทั้งปลา แบคทีเรีย และจุลินทรีย์ในน้ำ ทำให้น้ำสะอาด และปลามีการเจริญเติบโตแข็งแรง และสมบรูณ์

หัวจ่ายอากาศ แบบลักษณะเป็นแบบแท่ง (Tube Diffuser)

หัวออกซิเจน แบบแท่ง

หัวจ่ายอากาศ แบบลักษณะเป็นแบบแท่ง (Tube Diffuser) จะมีลักษณะเป็นท่อยาว ลักษณะการทำงานจะคล้ายกับหัวจ่ายอากาศแบบจาน คือ มีออกซิเจนที่ปล่อยออกมาขนาดเล็ก ฟองอากาศละเอียด ให้ฟองอากาศที่สม่ำเสมอ นิยมใช้ในการบำบัดน้ำเสียเหมือนกัน ใช้ระยะเวลาในการติดตั้งน้อย ข้อดีของหัวจ่ายอากาศแบบแท่ง คือ สามารถนำไปใช้งานได้ในพื้นที่ที่มีขนาดจำกัดได้

ลักษณะเด่นของหัวจ่ายแบบจานและหัวจ่ายแบบแท่ง คือ

  • มีประสิทธิภาพในการถ่ายโอนออกซิเจนสูง
  • ลดการเกิดปัญหาการอุดตันได้ดี
  • การสูญเสียความดันต่ำ
  • ป้องกันการไหลย้อนกลับ
  • ทำงานได้อย่างต่อเนื่องและยาวนาน
  • สามารถนำไปใช้รักษาเสถียรภาพของตะกอน
  • ใช้ในการบำบัดน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรม
  • ใช้ในการเติมออกซิเจนให้กับบ่อปลา
  • ใช้ในการเติมอากาศในทะเลสาบ และลำธาร เป็นต้น
             

การใช้ออกซิเจนในบ่อปลา

การเลี้ยงปลาที่มีความหนาแน่นสูง และขนาดของปลาที่โตขึ้น จึงต้องมีการใช้ปริมาณออกซิเจนเพิ่มขึ้นตาม ของเสียจากปลา และอาหารที่เหลือ ก็มีส่วนทำให้ออกซิเจนในบ่อลดลงได้เช่นกัน สาหร่ายที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นปัจจัยที่ทำให้จุลินทรีย์ต้องใช้ออกซิเจนเพื่อย่อยสลาย อาจส่งผลเสียให้ออกซิเจนลดลงและน้ำเน่าเสียได้ ดังนั้น ผู้เลี้ยงปลาควรหมั่นตรวจสอบคุณภาพของน้ำ ตรวจสอบปริมาณของออกซิเจนที่ละลายน้ำ อย่างสม่ำเสมอ ผู้เลี้ยงผลาควรใช้เครื่องเติมอากาศเพื่อรักษาระดับออกซิเจนไม่ให้ต่ำกว่า 3 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยเฉพาะบ่อที่มีการเลี้ยงปลาเป็นจำนวนมาก หรือบ่อปลาที่มีปริมาณแอมโมเนียสูง จำเป็นเพิ่มเครื่องให้อากาศ เพราะ ออกซิเจนจะช่วยให้จุลินทรีย์ทำงานได้ดีขึ้น

**ข้อแนะนำ! ในการเลี้ยงปลา ควรควบคุมความขุ่นของน้ำ หรือ ความโปร่งแสงของน้ำ ให้อยู่ระหว่าง 30-50 เซนติเมตร การเติมอากาศลงในบ่อปลาจึงช่วยให้สภาพน้ำดีขึ้น และเป็นการช่วยลดปริมาณของก๊าซพิษ เช่น แอมโมเนีย ไฮโดรเจนซัลไฟล์ เป็นต้น และยังช่วยให้สัตว์น้ำกินอาหารได้ดีขึ้น เจริญเติบโตเร็ว โอกาสที่จะเป็นโรคลดน้อยลง

ออกซิเจนละลายในน้ำในบ่อเลี้ยงปลา เกิดจาก การแพร่ของอากาศที่ลงไปในน้ำ และเกิดจากการสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอนพืช สาหร่ายและพืชในเวลากลางวัน เป็นต้น พืชและสัตว์น้ำจะใช้ออกซิเจนในการหายใจในตอนกลางคืน ดังนั้น ออกซิเจนจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งของเหล่าพืชน้ำและสัตว์น้ำ หากออกซิเจนในน้ำไม่เพียงพอ หรือ ออกซิเจนต่ำจนเกินไป จะทำให้สัตว์น้ำเกิดอาการเครียด อ่อนแอ กินอาหารน้อยลง โตช้า ที่สำคัญติดโรคได้ง่าย จนทำให้ตายไปในที่สุด ผู้เลี้ยงปลาควรระมัดระวังอย่างยิ่ง เรื่องของปริมาณออกซิเจนในฤดูร้อน เพราะอัตราการหายใจของพืชและสัตว์น้ำจะเพิ่มมากขึ้น การใช้ปริมาณออกซิเจนก็จะสูงตามไปด้วย

รวมถึงการเจริญเติบโตของแพลงก์ตอนและพืชจะเติบโตอย่างรวดเร็ว ถ้าหากไม่มีการเปลี่ยน หรือถ่ายเทน้ำ เพราะตอนกลางคืนออกซิเจนจะถูกนำไปใช้เป็นจำนวนมาก อาจจะทำให้ออกซิเจนในตอนกลางวันลดลง และเกิดปัญหาของปลาตายตามมา ปริมาณของออกซิเจนในบ่อจะแตกต่างกันไปตามความสมบูรณ์ของภายในบ่อ โดยส่วนใหญ่ออกซิเจนจะมีค่าต่ำสุดในเวลาเช้ามืด และสูงสุด คือ ช่วงบ่าย นอกจากนี้ปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำ ยังขึ้นอยู่กับความดันของบรรยากาศและความสูงของพื้นที่ ความเค็มและอุณหภูมิ อีกด้วย บ่อที่อยู่บนที่สูง ออกซิเจนจะละลายน้ำได้น้อย น้ำที่มีความเค็มและอุณหภูมิเพิ่มขึ้น ออกซิเจนจะละลายได้น้อยลงเช่นกัน

วิธีการเติมอากาศในบ่อปลา

  1. ผู้เลี้ยงปลาควรใช้เครื่องปั้มน้ำแบบพ่น เพื่อที่จะเพิ่มอากาซในบ่อ ในช่วงหน้าฝน หรือในวันที่ไม่มีแสงแดดเป็นเวลานาน หรือ แม้กระทั้งในกรณีที่ฉุกเฉิน รวมทั้งเมื่อปลามีขนาดที่โตขึ้น ควรทำน้ำให้เป็นฝอยละอองเล็ก ๆ เพราะการละลายออกซิเจนลงน้ำจะได้ดีขึ้น
  2. การใช้ใบพัดตีน้ำ คือ ความสามรถในการเพิ่มออกซิเจนจะขึ้นอยู่กับลักษณะรูปร่าง และขนาดของใบพัด แต่มีข้อเสีย คือ การลงทุนที่สูง
  3. การเติมอากาศแบบเวนจูรี่ จะประกอบไปด้วยปั้มและหัวฉีด ที่พ่นน้ำผสมอากาศลงไปในบ่อเลี้ยงปลา อาจจะวางท่ออากาศบริเวณพื้นหรือกลางน้ำ

สาเหตุของน้ำในบ่อเกิดการเน่าเสีย

ผู้ที่เลี้ยงปลาส่วนใหญ่ ส่วนมากมักจะมีปัญหาในเรื่องของน้ำในบ่อเลี้ยงปลา ที่เกิดการเน่าเสีย เมื่อน้ำเกิดการดเน่าเสีย นั่นหมายถึง ปริมาณของออกซิเจนในน้ำลดลง จนทำให้ไม่มีออกซิเจนให้ปลาในน้ำหายใจ ซึ่งอาจทำให้ปลาตายยกบ่อได้ง่าย ๆ ในเวลาไม่กี่วัน ปัญหาน้ำเน่าเสียในบ่อเลี้ยงปลา ส่วนใหญ่ คือ ให้อาหารมากจนเกินไป และการถ่ายของเสียของตัวปลา ถึงแม้อาหารที่ใช้เลี้ยงปลาส่วนมากจะถูกปลากิน แต่อาจจะมีอาหารปลาบางส่วนที่หลงเหลืออยู่ หรือตกลงก้นบ่อ จึงทำให้น้ำในบ่อเลี้ยงปลาเกิดการเน่าเสียขึ้น อีกสาเหตุหนึ่ง อาจเกิดจากความหนาแน่นของจำนวนปลาที่เลี้ยง รวมถึงการขับเมือกที่มากเกินไปของตัวปลา เนื่องจากได้รับการระคายเคืองจากการเปลี่ยนแปลงค่าของน้ำ เช่น มีฝนตดลงไปในบ่อปลา เติมน้ำประปาเยอะจนเกินไป หรือ ค่าของน้ำไม่ดี จากนั้น ปลาก็จะขับเมือกคาว หรืออาจมีปลาตัวใดตัวหนึ่งป่วย ปลาตัวนั้นก็จะขับเมือกคาวออกมามากกว่าปกติ เช่นกัน

การบำบัดน้ำเสีย ด้วยจุลินทรีย์
จุลินทรีย์บ่อดิน

จุลินทรีย์คืออะไร? จุลินทรีย์ คือ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จุลินทรีย์มีอยู่ทั่ว ๆ ไปตามธรรมชาติ ทั้งในน้ำ ในอากาศ และในดิน มีทั้งที่เป็นอันตรายต่อการทำให้เกิดโรคกับพืช มนุษย์ จุลินทรีย์ ถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการบำบัดน้ำเสีย ซึ่งจุลินทรีย์มีหน้าที่กำจัดสิ่งสกปรกต่าง ๆ ภายในบ่อ ให้น้ำปรับสภาพจากน้ำเสีย เริ่มเป็นน้ำดี ปลาก็มีสุขภาพดี แข็งแรง ปลาก็ไม่เป็นโรคและไม่ป่วย

ข้อดีของจุลินทรีย์

  1. เพื่อบำบัดน้ำเสียในบ่อเลี้ยงปลา บ่อเลี้ยงกุ้ง
  2. ลดกลิ่นเหม็นของน้ำเน่าเสีย
  3. ลดน้ำหนืด น้ำดำ น้ำเน่า ปรัยสภาพน้ำให้ใสขึ้น
  4. กำจัดพวกของเสียต่าง ๆ เช่น เศษอาหารที่ตกค้างภายในบ่อ
  5. ลดก๊าซพิษ เช่น ก๊าซแอมโมเนีย
  6. ลดค่า BOD เพิ่มความสมดุลในน้ำ และเพิ่มออกซิเจนในน้ำ
  7. ช่วยแก้อาการ ปลาน็อคน้ำ
  8. รักษาสมดุลระบบทางเดินอาหารของสัตว์น้ำ
  9. มีแร่ธาตุที่จําเป็นต่อการเจริญเติบโตของปลา ทําให้ปลาสดชื่น
  10. มีการไหลเวียนของออกซิเจนในเลือดมีประสิทธิภาพมากขึ้น

วิธีการใช้งาน

  1. ใส่ลงบ่ออาทิตย์ละ 1 ครั้ง (อัตราส่วนจุลินทรีย์ 2 กรัม ต่อปริมาตรน้ำในบ่อ 1 ตัน)
  2. ผสมผงจุลินทรีย์กับน้ำ คนให้ละลาย เทราดทั่วบ่อ **กรณีที่มีบ่อกรอง ให้เทสลับระหว่างบ่อเลี้ยงกับบ่อกรอง อาทิตย์ละ 1 วัน
  3. ใส่ได้บ่อย ๆ มีผลดีกับบ่อเลี้ยง ลดฝุ่นตะกอน และลดก๊าซแอมโมเนียในน้ำ ช่วยย่อยสลาบของเสีย
  4. ระหว่างที่ใช้ผลจุลินทรีย์ ให้งดใช้หลอด UV เพราะจะไปทำลายเชื้อจุลินทรีย์

จุลินทรีย์ที่ผู้เขียนได้นำเสนอไปนั้น ไม่เป็นอันตรายอย่างแน่นอน ปลอดภัยทั้งผู้ใช้ และสัตว์น้ำ 100% เพราะไม่ใช่สารเคมี ที่สำคัญจุลินทรีย์ปรับสภาพน้ำใช้ได้ทั้งบ่อดิน และบ่อปูน ครั้งหน้าผู้เขียนจะนำเรื่องราวสาระดี ๆ มาเขียน ให้ผู้อ่าน ได้ติดตามกันอีกนะคะ 🙂

Login