ปลาคราฟตกเลือด

ปลาคราฟตกเลือด

ปลาคราฟตกเลือด : อาการ

ปลาคราฟตกเลือด : อาการปลาตกเลือดที่ผ่านมา มีการรักษามากมาย สารพัดวิธี ทั้งการ ใส่เกลือ , ใส่ยาฆ่าเชื้อด้วยตัวยาสำคัญต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งจับปลาอดอาหาร เป็นต้นค่ะ วิธีที่กล่าวมาทั้งหมด ใช้ได้เหมาะสมหรือยัง ? วันนี้ผู้เขียนจะมานำเสนอความรู้ด้านวิชาการกันบ้าง เพื่อให้สามารถเข้าใจกลไก การเกิดอาการตกเลือด หรือช้ำเลือดของปลาคราฟ ได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้นกันดีกว่าค่ะ

อาการตกเลือดหรือช้ำเลือด เกิดจาก “เกล็ดของปลาบริเวณรอบลำตัว กำลังเติบโตไปพร้อมกับขนาดลำตัวของปลาไปพร้อม ๆ กันตลอดเวลานั่นเองค่ะ” จะเห็นได้ชัดเจนว่า ขนาดของเกล็ดมีการเจริญเติบโตอยู่ตลอดเวลา และยังมีเส้นเลือด มาหล่อเลี้ยงที่ผิวเกล็ดปลาอยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกันค่ะ เปรียบได้ง่าย ๆ ว่า เกล็ดของปลานั้น ก็มีชีวิตที่ยังต้องการอาหาร มาหล่อเลี้ยงให้มีการเจริญเติบโตไปพร้อม ๆ กับลำตัวของปลาอยู่ตลอดเวลาค่ะ เกล็ดปลาทำหน้าที่เสมือน โล่กำแพงของตัวปลา คอยป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมจากภายนอก เช่น เชื้อโรค , สารเคมีต่าง ๆ เข้ามาสัมผัสกับผิวหนังชั้นในของปลาได้โดยตรง ผิวหนังของปลา เหมือนผิวหนังของสัตว์มีกระดูกสันหลัง ชนิดอื่น ๆ เหมือนกัน คอยทำหน้าที่ปกป้องและป้องกัน ยับยั้งเชื้อโรคจากภายนอก ให้เข้ามาสู่ผิวหนังได้ และที่สำคัญเป็นศูนย์รวม ของระบบประสาทรับรู้ความรู้สึกของตัวปลา คอยช่วยในเรื่องของการหายใจ การระบายความร้อน หรือแม้กระทั่งการขับสารพิษต่าง ๆ ให้ออกมาได้ปกติ

พิษร้ายของคนเลี้ยงปลา ปลาตกเลือกหรือช้ำเลือดนั้น ถือว่าเป็นของคู่กันกับคนเลี้ยงปลาเป็นส่วนใหญ่ค่ะ สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกสายพันธุ์ปลาสวยงามเหมือนกันค่ะ

ปลาคราฟตกเลือด มีทั้งข้อดีและข้อเสีย :

  • ข้อดี : คือ แสดงออกว่าปลาของ้เราที่กำลังเลี้ยงอยู่นั้น กำลังมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น เราจะได้เตรียมตัวรับมือได้ถูกต้องก่อนที่อาการจะรุนแรงจนเกินไปค่ะ
  • ข้อเสีย : คือ ถ้าหากเรารักษาไม่ถูกวิธี มีโอกาสสูงมาก ที่จะทำให้ปลาของเราที่เลี้ยงอยู่นั้น อาจตายได้ค่ะ

ผิวหนังของปลาจะประกอบไปด้วยเนื้อเยื่อ 2 ชั้น คือ

  1. ชั้นนอก (Epidermis)
  2. ชั้นใน (Dermis)

ชั้นนอก Epidermis เป็นชั้นที่ทำการสร้างเซลล์ นอกจากนี้ยังมีต่อมสร้างเมือก และเซลล์สร้างเม็ดสีอยู่ใน ชั้นนอก Epidermis อยู่เหมือนกัน แต่เกล็ดปลาสร้างโดยชั้น ชั้นใน Dermis แทรกทะลุขึ้นมาปิดผิวหนังชั้นนอกอีกทีค่ะ หรือพูดง่าย ๆ ให้เข้าใจก็คือ ชั้นใน Dermis จะสร้างผิวหนังชั้นนอก และเกล็ดปลาที่เปรียบเสมือนโล่ของตัวปลาไปพร้อม ๆ กันนั่งเองค่ะ

เกล็ดปลามีหลายชนิด แต่เกล็ดของปลาที่มีกระดูกแข็งทั่วไป รวมทั้งปลาคราฟ ” เกล็ดกลมผิวเรียบ ” (Cycloid Scale) เมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลง หรือในน้ำมีสารเคมีที่ระคายเคืองเกล็ดของปลาจะซึมลงไปที่เซลล์ผิวชั้นนอก

ดังนั้นสาเหตุ ที่ทำให้ปลาตกเลือดก็คือ “อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงหรือในน้ำมีสารเคมีมากจนเกินไป” จะส่งผลให้เชื้อโรคจะเริ่มทำลายกำแพงชั้นนอกสุดคือ เมือกปลา เวลาเกิดความผิดปกติในร่างกายของปลา ปลาจะขับเมือกออกมาเป็นจำนวนมาก ขึ้นอยู่กับความผิดปกติในครั้งนั้น และเพื่อปกป้องตัวเอง พร้อมคลายสารพิษ ที่อยู่ในร่างกายออกมาพร้อม ๆ กันค่ะ

จากนั้น เมื่อทะลุเมือกปลามาได้ก็จะถึงเกล็ดปลา เมื่อมีเชื้อโรคบุกรุกหรือสารเคมีต่าง ๆ มาสัมผัสผิวบริเวณเกล็ดปลา ร่างกายของปลาจะทำการ ป้องกันตนเองอัตโนมัติ โดยเส้นเลือดฝอยที่เกล็ดจะขยายตัวมากยิ่งขึ้นค่ะ เพื่อให้เม็ดเลือดขาวออกมา ทำหน้าที่เก็บกินเชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอม ถ้าภูมิคุ้มกันของปลา สามารถรับมือได้ ไม่นานปลาก็จะหายจากการ ” ตกเลือดได้เอง ” แต่ถ้าเม็ดเลือดขาว ไม่สามารถสู้กับเชื้อโรคได้ และเป็นฝ่ายแพ้ เชื้อโรคจะเข้าสู่ตัวปลาโดยตรง จะส่งผลให้ปลา เกิดการติดเชื้ออย่างรุนแรง บางตัวอาจจะทำให้ตายได้ในทันทีค่ะ

เนื้อเยื่อของปลา

การตกเลือดแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ

  1. การตกเลือดแบบทั่วไป : ปลาจะเริ่มตอบสนองต่อการผิดปกติ ของอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง สารเคมี เชื้อโรคในน้ำ หรือคุณภาพน้ำที่เริ่มเสีย (สาเหตุจากแอมโมเนีย หรือเชื้อโรคเพิ่มมาก) วิธีการแก้ไข : คือ โดยการแช่เกลือ เพราะเกลือมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรค และจะทำให้อาการอักเสบทุเลาลงได้ค่ะ ปลาส่วนใหญ่ที่ตกเลือด แช่เกลือ 1-2 วัน ก็หายเป็นปกติ ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร พยายามเปลี่ยนถ่ายน้ำให้บ่อย ๆ รักษาคุณภาพของน้ำให้ดี เพราะบริเวณตรงที่ปลาตกเลือดนั้น จะไวต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ เป็นอย่างมาก สำหรับบางคนจะตัดปัญหาด้วยการอดอาหาร เพื่อจะทำให้ปลาไม่ขับถ่ายมาก ก็จะให้ปลามีโอกาสติดเชื้อได้ น้อยลงมากยิ่งขึ้นค่ะ
  2. การตกเลือดแบบติดเชื้อ : เชื้อโรคจะสามารถเข้าสู่ร่างกายของปลาได้ทางชั้น Epidermis และจะเกิดการติดเชื้อต่อไปเรื่อย ๆ ค่ะ เมื่อผ่านชั้นนี้ไปแล้วนั้น อาการตกเลือดก็จะมากยิ่งขึ้น แต่จะมีลักษณะ แตกไปจากการตกเลือดแบบทั่วไป คือ ตกเลือดเข้มเป็นปื้นหนา เพราะเชื้อบุกยึดพื้นที่ ของตัวปลาได้เต็มประสิทธิภาพ และประกอบกับเม็ดเลือดขาวออกมายับยั้งไม่อยู่หรือเม็ดเลือดขาวไม่สามารถสู้กับเชื้อโรคได้ไหว ปลาของเราก็เริ่มมีการขับเมือกออกมามากกว่าเดิม มีกลิ่นคาวผสมเข้ามาค่ะ วิธีการแก้ไข : ให้ยาฆ่าเชื้อเพื่อกำจัดซากโดยเร็ว ใช้สารเคมี เช่น Formalin,Povidone Indine (betadine) หรือกลุ่มสีย้อม เช่น Methylene Bule,Malachite Green หรือยาฆ่าเชื้ออื่น ๆ ยาปฏิชีวนะจำพวก เอ็นโรโกลด์ (Enro Gold) BSDP เป็นต้น
  3. การตกเลือดแบบเรื้อรัง : (ภูมิแพ้/อาการติดเชื้อรุนแรง) บริเวณเกล็ดปลาบางที่จะเกิดปฏิกิริยาไวกว่าปกติเป็นอย่างมากต่อสิ่งกระตุ้น (Hypersensitivity) ทำให้ปลาตกเลือดซ้ำซาก มักเป็นบริเวณเดิม ๆ ไม่หายสักที พอแยกแช่เกลือจนจะหาย และเอากลับลงบ่อหรือตู้ ไม่กี่วันอาการตกเลือดก็จะกลับมาอีกค่ะ ขณะที่ปลาตัวอื่นอยู่ในสิ่งแวดล้อม แบบเดียวกันแต่ไม่เป็นอะไรเลย วิธีการแก้ไข : จับแยก (เลี้ยงเดี่ยวหรือส่วนตัว) พร้อมรักษาด้วยการแช่เกลือแบบปกติแบบปกติ จนบริเวณที่ตกเลือดหาย จึงปล่อยกลับลงบ่ิเลี้ยงหรือตู้ปลา และทาด้วยครีมกลุ่มยาพวก Steroid และ Antibiotic ที่ใช้รักษาอาการผิวหนังอักเสบในคน Eczema เป็นยาสูตร Betamethasone และ neomycin ให้ทาบริเวณที่ตกเลือดของปลา อย่างเบามือ ให้ดูแลรักษาแบบนี้ สักช่วงเวลาระยะหนึ่ง จนสังเกตว่าอาการตกเลือดนั้น เริ่มบรรเทาลง แล้วค่อยปล่อยคืนสู่บ่อเลี้ยง หรือตู้ปลาตามปกติ (ผลการรักษาพบว่า ปลาที่ทายาจะไม่กลับมาตกเลือดอีกค่ะ)
การแยกเลี้ยง

เราทุกคนต้องหมั่นสังเกตอาการ ของปลาของเราที่เลี้ยงอยู่บ่อย ๆ กันด้วยนะคะ เพราะปลาก็เหมือนกับคน เวลาป่วย หรือไม่สบาย ปลาจะออกอาการมาให้เราเห็นก่อน ก่อนที่ปลานั้นจะป่วยจริง ๆ ก็เหมือนคนเรา เวลาจะไม่สบาย ก็จะมีอาการเจ็บคอ คั่นเนื้อคั่นตัว ปลาที่เราเลี้ยงก็เป็นเหมือนกันค่ะ เพียงแต่บอกอาการเราไม่ได้

เราต้องพยายามสังเกตให้ทันที ยิ่งเราพบอาการผิดปกติของปลาได้เร็ว ก็จะยิ่งรู้วิธีการรักษาได้เร็ซ และมีโอกาสสูงมากที่ปลาจะรอด พร้อมกลับสู่ปกติแบบ 100% แต่ถ้าหากเราละเลยไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ พอรู้อีกทีปลาของเราก็ป่วยหนัก และถึงเวลาอาจรักษาไม่ทัน สุดท้ายปลาที่เราเลี้ยงอาจจะไม่ไหวและตายได้ในที่สุดนะคะ

ดังนั้น ควรหมั่นดูแล เอาใจใส่ ทั้งการเลี้ยง การให้อาหาร หรือแม้การดูแลทำความสะอาด การเปลี่ยนถ่ายน้ำ คอยสอดส่องดูแลอย่างสม่ำเสมอ เพียงแค่นี้ ปลาสวยงามของเราก็จะปลอดภัย และอยู่กับเรานานค่ะ

Login